บทที่ 3 รอยรำลึก (2)
อัลิปรียามีค่าเกินกว่าจะพรรณนา ทว่า...เขากลับไม่รู้ถึงคุณค่านั้น!
เพราะคำพูดประโยคนั้นแท้ๆ คำพูดของผู้เป็นอา ผู้ที่เขาไว้ใจและเชื่ออย่างสนิทใจว่าจะไม่ทำร้ายเขา
“แกไม่เคยเชื่อฉันเลยเจ้าปณัย พ่อแกต้องตาย แม่แกต้องเป็นบ้า ก็เพราะไอ้พวกนั้นที่เป็นต้นเหตุ แล้วแกจะยังทำเฉยอีกหรือไง...หรือว่าจะรอให้แม่แกตายอีกคน แกถึงจะได้รู้สึกตัวเสียที!”
มือหนากำกันแน่นขึ้น เส้นเอ็นข้างขมับปูดโปนเมื่อชายหนุ่มขบกรามกรอด กระทั่งนานต่อมาที่เขาสูดลมหายใจเข้าลึก และผ่อนความตึงเครียดเหล่านั้นออกมาพร้อมกับลมหายใจอย่างอ่อนล้า นัยน์ตาคู่คมหม่นหมองก็ค่อยลืมขึ้น เมื่อได้แต่ระลึกถึงความเจ็บปวดทั้งมวล และได้แต่กล่าวโทษตัวเองอย่างไม่มีวันสิ้นสุดซึ่งมันยังคงกระหน่ำย้ำอยู่ในใจ
หัวใจยังร่ำร้องทรมาน...ผลกรรมที่เขากระทำต่อเธอ มันกำลังสนองเขาอยู่ในตอนนี้ เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหน แต่กลิ่นหอม สัมผัสเนียนมือ น้ำเสียงอ่อนหวานของเธอ ก็ยังติดตรึงอยู่ในใจ
ซึ่งทั้งหมดนั่นแผดเผาเขาตลอดมาด้วยความคิดถึงอย่างสุดซึ้ง!
เธอผู้เป็นที่รัก เธอผู้เป็นที่ต้องการ เธอผู้เป็นเจ้าของหัวใจดวงนี้ ไม่มีวันที่จะกลับคืนมาหาเขาอีกแล้ว
อนิจจา ช้าเสียแล้วปณัยเอ๋ย หากแม้นว่าเธอจะหลบลี้หนีเขาไปอยู่ไหน เขาไม่เคยเกี่ยงงอนที่จะติดตามไปพบให้จงได้ ทว่าเธอไปไกลกว่านั้น ไปไกลจนเขาไม่มีวันตามไปเจอ เมื่อเธอจากเขาไปอยู่บนท้องฟ้าที่มีหมู่ดาวล้อมเรียง จากไปยังที่แสนไกล และเขาคงจะตามไปได้...ถ้าหากว่าลมหายใจนี้สิ้นสุดลง
และค่ำคืนนั้นก็เป็นอีกหนึ่งคืนที่ปณัยไม่อาจหลับลงได้อีก จนกระทั่งแสงอาทิตย์ของวันใหม่เริ่มต้นแตะขอบฟ้าอีกครั้ง ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ริมระเบียง และเริ่มต้นชีวิตที่ทำทุกอย่างราวกับหุ่นยนต์ซึ่งถูกตั้งโปรแกรมไว้อีกครั้ง
“ขอกาแฟแก้วเดียวก็พอ”
ปณัยบอกแก่คนในบ้านที่เดินเข้ามาหา หลังจากที่เขาก้าวลงมายืนบนพื้นชั้นล่างของตัวบ้านอันโอ่โถงแสนงดงาม หน้าขั้นบันไดสุดท้ายของบันไดวนแสนหรู ซึ่งทำจากไม้สักแกะสลักลวดลายอ่อนช้อยเป็นเครือเถาวัลย์ขัดจนมันปลาบ และแม่สาวใช้ประจำบ้านซึ่งรับคำเขาก็เดินจากไป ทิ้งเจ้านายหนุ่มไว้เพียงลำพังกับความเงียบ
ยามสวมเชิ้ตเนื้อดี สูทยี่ห้อดัง ปณัยดูเปลี่ยนไป ความทึบทึมของสีเสื้อผ้าที่สวมทำให้เขาดูน่าเกรงขามมากขึ้น ยิ่งบวกกับท่าทางเคร่งขรึมของเจ้าตัวด้วย หลายคนที่เห็นก็มักจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เขาไม่น่าเข้าใกล้
ทว่าขณะเดียวกัน นั่นกลับส่งให้เขาดูลึกลับน่าค้นหา เป็นที่ต้องตาของสาวๆ ที่ทำได้แค่มองก็เท่านั้น
ปณัยหยุดยืนมองผ่านผนังกระจกใสไปยังห้องรับแขกกว้างขวางของบ้าน พอประสบเข้ากับโซฟาสีขาวตัวยาวบริเวณกลางห้อง ในดวงตาคู่คมก็ปรากฏแววรำลึกถึงอดีตอีกครั้ง
ตรงนั้น โซฟานั่นคือที่นั่งประจำของอัลิปรียา มือไม้เรียวเล็กของหญิงสาวมักสาละวนอยู่กับบัวฉลองขวัญ ดอกไม้โปรดของเธอที่ชอบตัดมันมาปักแจกันประดับอยู่แทบทุกมุมของบ้าน เสียงหัวเราะใสๆ ดังขึ้นที่ริมหู พร้อมกับรอยยิ้มแสนหวานที่ถูกส่งมาให้ เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองและหันมาหาเขา
‘คุณณัยคะ’
ชายหนุ่มหลับตาลง ข่มความรู้สึกรวดร้าวที่แผ่พุ่งขึ้นมาตามทรวงอกให้กลับลงไปในเบื้องลึกของหัวใจ ก่อนจะค่อยผ่อนลมหายใจเมื่อลืมตาขึ้น เขากลืนน้ำลายได้อย่างยากลำบากเมื่อเดินไปในทิศตรงข้ามกันกับห้องรับแขก ผ่านประตูหน้าบ้านซึ่งเป็นไม้แกะสลักลายเครือเถาองุ่นที่เปิดกว้างตลอดเวลา ตรงไปยังโต๊ะไม้สักงานจำหลักไม้ฝีมือประณีตอันเป็นของตกทอดกันมาหลายชั่วคนของตระกูลกิษิดิ์เดช
ปณัยวางเสื้อสูทสีดำที่ถือมาด้วยลงบนเก้าอี้ทางด้านซ้ายมือ เมื่อเขานั่งลงที่เก้าอี้หัวโต๊ะ
ความอ้างว้างจู่โจมเขาอีกครั้ง เมื่อห้องกว้าง ว่างเปล่า...เงียบเหงา เก้าอี้สิบกว่าตัว และโต๊ะไม้ยาวตัวใหญ่นั้น มันส่งผลให้ปณัยรู้สึกยิ่งกว่าคำว่าอ้างว้าง และนั่นเองที่ทำให้อดีตกลับมาหลอกหลอนเขาไม่หยุดหย่อน ทุกที่ ทุกตารางนิ้วของบ้าน ล้วนแต่มีเงาของอัลิปรียาอยู่ทั้งสิ้น ไม่ว่าเขาจะหลับตา ไม่ว่าเขาจะลืมตา ภาพในอดีตนั้นก็ยังคงตามติดไม่ลดละ
‘คุณณัยคะ วันนี้คุณปรียาทำข้าวต้มกุ้งค่ะ เบื่อหรือยังนะ อยากทานอะไรมั้ยคะ’
เสียงอัลิปรียาดังก้องสะท้อนในหัว ตรงนี้ฝั่งซ้ายมือของเขา เป็นเก้าอี้...ตัวประจำของเธอ
‘อร่อยมั้ยคะ ไหน...บอกหน่อยนะอร่อยมั้ย’
ภาพหญิงสาวร่างเล็กบอบบางน่าทะนุถนอม ปรากฏรางเลือนในคลองจักษุ เธอเขย่าแขนของเขา ดวงตาโตมองมาด้วยความหวัง ใบหน้านวลเนียนเปล่งปลั่งชวนสัมผัสบ่งบอกว่ารอลุ้นในคำตอบของเขามากเท่าใด รอยยิ้มที่ริมฝีปากเกิดขึ้นเพียงน้อยจนแทบมองไม่เห็น
ปณัยเอื้อมมือออกไปจะโอบเธอเข้ามากอดเหมือนอย่างที่เคยทำ ทว่าภาพฝันสลาย ความว่างเปล่าเท่านั้นที่เคียงข้าง มือใหญ่ที่เอื้อมออกไปกำเกร็งแน่นก่อนมันจะคลายลง และเขาทิ้งมือลงกับโต๊ะอย่างหัวเสีย
มันเจ็บ มันปวด และเขาก็รู้ลึกซึ้งแล้วถึงความหมายของคำว่า ‘ตายทั้งเป็น’
เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงดังขึ้นช่วยฉุดให้เขาดึงตัวเองออกมาจากความเจ็บปวดได้ชั่วคราว และเมื่อชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมาดู หน้าจอก็โชว์ชื่อของทนายประจำตระกูลกษิดิ์เดช วิสุทธิ์ ทนายความสูงวัยประจำตระกูลที่เป็นเหมือนญาติสนิทเพียงไม่กี่คนที่เหลืออยู่
ปณัยกดรับในทันทีและต่อมาเมื่อได้รับฟังถ้อยคำจากปลายสายซึ่งโทร.มาจากโรงพยาบาล ใบหน้าคมสันก็เผือดสีลงก่อนที่เขาจะรีบลุกผลุนผันออกไป ทิ้งให้แม่สาวที่กำลังเดินนำกาแฟออกมาเสิร์ฟได้แต่มองตามอย่างสงสัย
ปณัยรู้สึกได้ถึงหัวใจที่กำลังโดนบีบอย่างรุนแรงอีกครั้ง ร่างสูงใหญ่วิ่งผ่านประตูบ้านลงจากเทอเรซดิ่งไปยังรถที่จอดอยู่ในโรงรถข้างบ้าน พร้อมกับกระโจนขึ้นรถเอสยูวีคู่ใจอย่างเลกซัสอาร์เอ็กซ์สามศูนย์ศูนย์แล้วกระชากออกไปเร็วราวกับพายุ อันเป็นผลซึ่งเกิดจากถ้อยคำที่เขาได้ฟังเมื่อครู่นี้ที่ว่า
‘รีบมาเถอะครับคุณปณัย คุณน้อมเธออาการทรุด!’
